เมนูหลัก

เปิดมุมมอง-ข้อเสนอแนะของนักลงทุนไทย ชี้ EEC Aerotropolis น่าสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน

5 มีนาคม 2562 | จำนวนเข้าชม 21 ครั้ง

หนึ่งในเมกะโปรเจกต์ ของ EEC คือการปลุกปั้น “มหานครการบินภาคตะวันออก” (EEC Aerotropolis) ซึ่งล่าสุดเพิ่งจัดสัมมนา “รับฟังความคิดเห็นนักลงทุนและเอกชนเป้าหมาย โครงการศึกษาแนวทางการพัฒนามหานครการบินภาคตะวันออกรอบสนามบินอู่ตะเภา”  เพื่อรองรับการเติบโตของ EEC โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการและรับฟังความต้องการของนักลงทุนและเอกชนเป้าหมาย เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนามหานครการบินภาคตะวันออก ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้  และต่อไปนี้คือมุมมองและข้อเสนอแนะจากนักลงทุนบางส่วนที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้

กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร

       นายประโยชน์ อรรถธร รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร มองว่า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC เป็นพื้นที่น่าลงทุน เนื่องจากมีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ทั้งการขนส่งทางราง ทางบก การพัฒนาท่าเรือรองรับการขนส่งทางน้ำ และการพัฒนาสนามบินที่เชื่อมโยงกันทั้ง 3 สนามบิน ทำให้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าเหมือนเช่น สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น ได้

       ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตว่าการขนส่งสินค้าผ่านระบบดังกล่าวจะเป็นสินค้าของประเทศใดที่ได้ประโยชน์ เนื่องจากมองว่าสิทธิประโยชน์และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ให้แก่คนที่เข้ามาลงทุนจะมุ่งสนับสนุนนักลงทุนต่างประเทศมากกว่า จึงคาดหวังว่าภาครัฐจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหรือสินค้าของไทยได้ร่วมในขบวนรถไฟสาย EEC นี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเริ่มปรับตัวและพัฒนาทั้งด้านคุณภาพและการตลาด เพื่อรองรับตลาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นจาก EEC และมหานครการบินภาคตะวันออก

       พร้อมกันนี้ได้เสนอแนะให้ภาครัฐ เชื่อมโยงการนำสินค้าข้าวของไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหาร เพื่อรองรับการเป็นมหานครการบินภาคตะวันออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากข้าวเป็นพื้นฐานในการผลิตอาหาร และจะเป็นหน้าด่านสำคัญที่ต้อนรับทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นโอกาสสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรของประเทศ แต่จะต้องควบคุมการผลิตและคุณภาพข้าวของไทยด้วย

                                   


 

กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ

       นายวิรัตน์ อุปราสิทธิ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ กล่าวว่า ทางกลุ่มฯ สนใจการลงทุนในเขต EEC เนื่องจากมีความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง และมหานครการบิน แต่มองว่า นักลงทุนไทยยังถูกจำกัดสิทธิในการเข้าลงทุนด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตพื้นที่ EEC รวมทั้งการให้สิทธิประโยชน์เฉพาะจุด ทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ใน 3 จังหวัด แต่อยู่นอกเขตพื้นที่ EEC ไม่ได้รับโอกาสจากการพัฒนาในครั้งนี้

       นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการจูงใจการย้ายฐานการผลิตหรือการลงทุนไปยังพื้นที่พัฒนา โดยเฉพาะการเตรียมการเรื่องบุคลากรหรือแรงงาน ด้วยการมี One-stop services ซึ่งเป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จของหน่วยงานรัฐ ทั้งบริการใบอนุญาตต่างๆ ศูนย์ทดสอบหรือฝึกอบรมบุคลากร เป็นต้น นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน ไฟฟ้า น้ำประปา เท่านั้น เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน จึงต้องเตรียมพัฒนาคุณภาพแรงงานในพื้นที่เพื่อรองรับการย้ายฐานหรือขยายการลงทุนด้วย ยกเว้นว่าจะเป็นการลงทุนหรืออุตสาหกรรมใหม่ที่พร้อมลงทุนได้ทันที

       อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการพัฒนาของ EEC และมหานครการบินภาคตะวันออก จะเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ แต่จะมีโอกาสมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิทธิพิเศษทางภาษีที่ภาครัฐจะให้แก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งการเสนอให้ สกพอ. ออกประกาศเพิ่มเติมขยายพื้นที่หรือขอบเขตของ EEC ให้กว้างขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมถึงคนที่อยู่นอกพื้นที่ ด้วยการประกาศให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งใน EEC ซึ่งขณะนี้ทราบว่ามี 3-4 ราย ที่สนใจจะเข้าไปขยายการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว  

กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

       แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ให้มุมมองเกี่ยวกับโครงการพัฒนามหานครการบินภาคตะวันออก ว่ายังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีขนาดธุรกิจเล็ก และใช้แรงงานที่มีทักษะฝีมือและการออกแบบ ที่สำคัญไม่ได้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้การส่งเสริม อย่างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ หรือ Smart Industry และอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีแรงงานและเงินลงทุนจำนวนมาก จึงยังมองไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับจะได้ประโยชน์หรือสิทธิพิเศษ รวมถึงด้านการตลาดจากการไปเข้าลงทุนในพื้นที่บริเวณมหานครการบินอย่างไร แม้จะเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจลงทุน เนื่องจากมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มารองรับการขนส่งสินค้า

       อย่างไรก็ตาม การทำตลาดของกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับตลาดเป็นลำดับแรก คือมองแบบ Market In  ไม่ใช่ Supply Out หรือมองว่ามีอะไรจะขายบ้าง แล้วจึงสำรวจว่าอุตสาหกรรมนั้นมีความพร้อมทำตลาดและแข่งขันหรือไม่ หากภาครัฐสนับสนุนการลงทุน ทางกลุ่มอุตสาหรรมฯ คงต้องพิจารณาว่าสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนของบีโอไอ และการพัฒนาทักษะแรงงานเอื้อต่อกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับมากน้อยแค่ไหน  

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม        

       น.อ.ผศ.ดร.สุธี จันทรพันธุ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) (สทป.) มองว่า มหานครการบิน จะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุน เพราะในเชิงพื้นที่แล้วที่นี่จะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และเมื่อรัฐบาลชูเป็นนโยบายสำคัญจะทำให้นักลงทุนสนใจขยายการลงทุนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ  ทั้งนี้ สทป. ให้การส่งเสริมและผลักดันภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในพื้นที่ EEC ในลักษณะการร่วมทุนกับรายที่มีศักยภาพและเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับพื้นที่ เพื่อให้สามารถเติบโตต่อไปได้

       ทั้งนี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ นั้น เหมาะกับการลงทุนในพื้นที่ EEC เพราะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายอยู่แล้ว เช่น โดรน ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ป้องกันประเทศด้านอธิปไตยและดินแดน จะลงทุนในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi)  ส่วนเซ็นเซอร์ตรวจจับ ยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และไซเบอร์ จะลงทุนในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) เป็นต้น

       ขณะที่ รุ่งนรี ปัจฉาภาพ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาโครงการและประสานความร่วมมือ สทป. มองว่า มหานครการบินภาคตะวันออกจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง หรือ Hub ของอาเซียน เชื่อมโยงการขนส่งจากไทยไปยังตลาดจีน จึงเป็นจุดการขนส่ง หรือ Transport ที่สำคัญในการนำเข้าและส่งออกสินค้า และขณะนี้ สทป. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ภารกิจหลักคือการวิจัยและพัฒนา แต่ปัจจุบัน ถูกปรับบทบาทให้สามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในรูปแบบการร่วมทุนกับหน่วยงานภาคเอกชนได้ ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนมีโอกาสอย่างมากที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนอุปสรรค อาจเป็นเรื่องเขตอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นพื้นที่เฉพาะ เพราะเป็นเรื่องยุทโธปกรณ์และยุทธภัณฑ์ ซึ่งต้องดูความชัดเจนของพื้นที่อีกครั้ง