เมนูหลัก

EEC Hot News Vol.9

5 มีนาคม 2562 | จำนวนเข้าชม 15 ครั้ง

สมคิด” ย้ำ  EEC เกิดแล้วสภาอุตฯเน้นต่อยอด แนะรัฐเร่งพัฒนาสาธารณูปโภค

รองนายกฯ เผยเศรษฐกิจไทยโตต่อเนื่อง ย้ำรัฐบาลเดินหน้า EEC เต็มที่ ขณะที่สภาอุตสาหกรรมฯ เรียกร้องให้เร่งรัดพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับกับการเติบโต และต่อยอดสู่ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 

       นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังหารือกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่า “ส.อ.ท. อยากให้ภาครัฐเร่งรัดต่อยอดโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งสนามบิน รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ ถนน และระบบโลจิสติกส์ ในพื้นที่ EEC เนื่องจาก EEC จะเป็นพื้นฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  และต้องเป็นการต่อยอดที่คนไทย อุตสาหกรรมไทย และชุมชนได้ประโยชน์ด้วย

       “อยากให้ภาครัฐเดินหน้าและสร้างฐาน EEC ให้แข็งแกร่ง เพื่อให้สามารถต่อยอดต่อไปในอนาคต และต้องหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้ซัพพลายเชนของ EEC เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” 

       นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ EEC ในการปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (เทคนิคกรุงเทพ) โดยระบุว่า “จากความต่อเนื่องของนโยบาย ทำให้ครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อไปแน่นอน  เพราะมีโครงการลงทุนอยู่ในมือ การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว ส่วนการท่องเที่ยวก็เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ เมื่อทุกภาคส่วนมั่นใจขึ้นรับรองว่าเศรษฐกิจไทยไปได้แน่นอน เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง เห็นได้จากเศรษฐกิจไทยปี 2561 ปีที่ผ่านมาเติบโต 4.1% ซึ่งตอนนี้ได้ผลักดันโครงการท่าเรือมาบตาพุด แหลมฉบัง และสนามบินอู่ตะเภาอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า EEC ได้เกิดแล้ว"
 

EEC โตไม่หยุด กลุ่ม ปตททุ่มงบลงทุนกว่า 2.64 แสนล้านบาท

 

กลุ่ม ปตทวางงบลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมกว่า 2.64 แสนล้านบาท ล่าสุดบอร์ด ปตทประเดิมอนุมัติ 2,500 ล้านบาท ให้เข้าลงทุนพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จากกรอบวงเงิน 4,100 ล้านบาท เชื่อว่าจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ และเกิดการจ้างงานในพื้นที่จำนวนมาก 

       กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งหัวหอกสำคัญของการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากเป็นผู้ลงทุนเดิมในพื้นที่และมีความพร้อมขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจและการเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่อย่างรอบด้าน

       ตามแผน พ.ศ.2563 – 2566 กลุ่ม ปตท. จะลงทุน 11 โครงการในพื้นที่ EEC มูลค่ากว่า 264,226 ล้านบาท ซึ่งรวมการลงทุนในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) พื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง โดยล่าสุด คณะกรรมการ ปตท. ได้อนุมัติวงเงิน 2,500 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ใน EECi จากกรอบวงเงินลงทุนทั้งหมด 4,100 ล้านบาท และจะเสนอให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเช่าพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของประเทศไทย 

       ทำให้พื้นที่ดังกล่าว จะมีทั้งนักเรียน นักศึกษา และอาจารย์ รวมทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาอยู่ใน EECi  ซึ่งเน้นไปใน 4 ด้าน ได้แก่ Smart City, Bio Technology, Artificial Intelligence (AI) และ Energy เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้ไปตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งในพื้นที่ EEC และทั่วประเทศ

       นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เชื่อว่า EECi จะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานสะอาด รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

       นอกจากนี้ ปตท. ยังให้ความสนใจเข้าร่วมลงทุนทั้งในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3, โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งขณะนี้ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้เข้าร่วมลงทุนกับ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ในสัดส่วน 30:70 เพื่อร่วมประมูลโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 คาดว่าจะประกาศรายชื่อผู้ชนะการคัดเลือกและลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเข้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ ประมาณเดือนพฤษภาคม 2562 นี้

       ส่วนโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งมีการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ให้ไปพิจารณาความเสี่ยงต่างๆ ทั้งความคุ้มค่าการลงทุนและการหาพันธมิตร ซึ่งยังมีเวลาในการตัดสินใจเข้าร่วมประมูล
                                                                       



เปิดแผนบริหารจัดการน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่ EEC

 

อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยความสำเร็จโครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สู่การบริหารจัดการน้ำต้นทุนให้มีศักยภาพการใช้งานสูงสุด พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดระยอง เพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงระบบส่งน้ำชลประทานรองรับพื้นที่ EEC คาดทุกภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมจะได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนกันอย่างถ้วนหน้า 
           

       นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยว่า "การจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำครั้งนี้ เพื่อให้ทราบสถานะของน้ำที่มีอยู่ และนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยวิเคราะห์ รวมถึงประเมินสถานการณ์น้ำ เพื่อหาแนวทางในการวางแผนการผันน้ำได้อย่างเหมาะสมตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถลดการใช้พลังงานและให้บริการได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำนี้ถือเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนมั่นคง และจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง"

    โครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำนี้ เริ่มต้นด้วยการพัฒนาแบบจำลองการบริหารแหล่งน้ำต้นทุนและการสูบจ่ายน้ำ การพัฒนาโครงข่ายระบบคาดการณ์และติดตามสถานการณ์น้ำ การจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ด้านชลประทานของโครงการ การแสดงรายละเอียดแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดิน พื้นที่ชลประทาน ชนิดพืชที่เพาะปลูกตามแนวคลองส่งน้ำ สถานีสูบน้ำ ท่อส่งน้ำ และอาคารชลประทานทั้งหมดในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการเพาะปลูกและแผนการส่งน้ำชลประทานให้มีประสิทธิภาพ

       นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดค่าระดับน้ำ และกล้อง CCTV เพิ่มเติมในตำแหน่งต่างๆ ของอ่างเก็บน้ำดอกกราย หนองปลาไหล และคลองใหญ่ รวมถึงคลองผันน้ำอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-หนองปลาไหล เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์น้ำจากแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออกได้อย่างแม่นยำ 

       ขณะเดียวกันยังมีการสำรวจสภาพแนวคลองและอาคารบังคับน้ำอาคารชลประทาน อาคารส่งน้ำทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของคลองส่งน้ำสายใหญ่ของโครงการชลประทานระยอง ทั้งหมด 235 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานในพื้นที่ นำข้อมูลจากการสำรวจศึกษาสาเหตุ และเสนอแนะแนวทางในการซ่อมแซม ปรับปรุง คลองส่งน้ำและอาคารชลประทาน เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำของโครงการชลประทานระยอง ทั้งยังมีการสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมของกลุ่มเกษตรกรให้สามารถบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ EEC ได้ในที่สุด

EEC จับมือสภาพัฒน์ฯ ผุดแผนผลิตบุคลากรด้าน AI

เพื่อรองรับความต้องการของแรงงานในอนาคตที่มีทักษะความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Innelligence : AI) EEC ผนึกกำลังกับสภาพัฒน์ฯ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI อย่างจริงจัง ซึ่งจะดึงดูดให้นักลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น

       นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในวาระประชุมตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายให้กับสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า “อนาคต AI จะเข้ามาแน่นอน การผลิตบุคลากรด้าน AI ต้องมีความชัดเจน เพราะ EEC คือความไฮเทค คืออนาคตข้างหน้า ดังนั้นจึงต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้”

       ปัจจุบันนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับ AI  ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อธุรกิจยุคใหม่ ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมไทยก็ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่บนแปลงครั้งใหญ่นี้ ด้วยการเร่งเดินหน้าเพื่อรองรับกับการมาถึงของ AI โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งตัวอย่างงานด้าน AI ได้แก่ งานรักษาความปลอดภัยของข้อมูล, งานออกแบบระบบความปลอดภัย, งานด้านการเงินและการลงทุน, งานด้านสุขภาพและสาธารณสุข, งานด้านวิเคราะห์และวิจัยข้อมูล และงานด้านการตลาดเฉพาะรายบุคคล (Personalized Marketing) เป็นต้น

       สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คือสองหน่วยงานสำคัญในการเดินหน้าผลิตบุคลากรดังกล่าว ให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ EEC ในขณะเดียวกันก็ได้เน้นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากสถาบันการศึกษาทั้งระดับอาชีวะศึกษาและอุดมศึกษาในพื้นที่ ให้เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตบุคลากรด้าน AI ด้วย โดยรองนายกฯ เน้นย้ำว่าต้องมีแผนดำเนินการในเรื่องนี้โดยละเอียด